ผลิตกล่องครีม

คงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้อ่านท่านไหนไม่เคยใช้กระดาษมาก่อน แต่ที่จริงแล้วกระดาษแยกเป็นกี่ประเภท? อะไรบ้าง? ต้องลองมาดูกัน…

ผู้คิดค้นกระดาษ

เชื่อกันว่ากระดาษถูกคิดค้น และใช้งานครั้งแรกโดยชาวอียิปต์โบราณ เมื่อราว 3,000 ปี ก่อนคริสตกาล ซึ่งกระดาษในสมัยนั้นถูกผลิตขึ้นมาจากกกชนิดหนึ่ง
ชื่อ “พาไพรัส” ส่วนวัสดุที่ใช้เขียนในสมัยนั้นก็มีมากมายหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น แผ่นโลหะ หิน ใบลาน หรือเปลือกไม้

ประเภทของกระดาษ

ความจริงแล้วกระดาษ สามารถถูกแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่ กระดาษเคลือบผิว และกระดาษไม่เคลือบผิว

กระดาษเคลือบผิว

ได้แก่ กระดาษที่ถูกนำไปเคลือบผิวให้เกินความมัน หรือความด้านตามต้องการ ซึ่งกระดาษประเภทเคลือบผิวที่เราพบเห็นได้บ่อยมากที่สุด ก็คือ “กระดาษอาร์ต” นั่นเอง
กระดาษอาร์ตก็จะมีทั้ง กระดาษอาร์ตมัน และกระดาษอาร์ตด้าน ซึ่งกระดาษทั้ง 2 ประเภทนี้มี คุณสมบัติเด่นคือ สามารถนำไปพิมพ์งานที่มีสีสันได้สดใส สวยงาม
ดังนั้น กระดาษประเภทเคลือบผิว จะเหมาะสำหรับงานที่ต้องการความสวยงามของสีสันของงานพิมพ์นั่นเอง
ตัวอย่างงานพิมพ์ที่ใช้กระดาษเคลือบผิวที่สามารถพบเห็นได้บ่อย ได้แก่ งานพิมพ์ประเภทนิตยสาร ที่วางขายอยู่ตามร้านหนังสือทั่วๆไป ยกตัวอย่างเช่น นิตยสารดิฉัน, แพรว, บ้านและสวน เป็นต้น
ส่วนความหนาของกระดาษแบบเคลือบผิวนี้ ก็มีตั้งแต่ 90 – 310 แกรม แล้วแต่ความเหมาะสมของประเภทงานพิมพ์แต่ละชนิด

กระดาษไม่เคลือบผิว

ได้แก่ กระดาษที่ไม่ได้ถูกนำไปเคลือบผิวให้เกิดความมัน หรือความด้าน ซึ่งกระดาษประเภทไม่เคลือบผิวที่พบเห็นกันได้มากที่สุด ก็คือ “กระดาษปอนด์” นั่นเอง
หากท่านคิดไม่ออกว่ากระดาษปอนด์หน้าตาเป็นอย่างไร ก็คิดถึงกระดาษถ่ายเอกสารทั่วๆ ไป หลายหลายยี่ห้อ ที่ขายกันอยู่ตามห้างสรรพสินค้านั่นแหละ
เนื่องจากประเภทนี้ มีคุณสมบัติในการรับหมึกที่ไม่ ดีเท่ากับกระดาษประเภทเคลือบผิว เราจึงไม่ค่อยได้เห็นการนำกระดาษประเภทนี้มาใช้พิมพ์งานที่มีสีสันมากนัก
แต่กระดาษประเภทนี้ ก็เป็นที่นิยมสำหรับงานพิมพ์ที่เป็นงานพิมพ์ 1 สี เช่น งานเนื้อในของหนังสือ หรือตำรา (ที่พิมพ์เป็น 1 สี) เป็นต้น
ความหนาของกระดาษปอนด์ที่นิยมใช้กันอยู่ คือ 70 แกรม และ 80 แกรม
ความจริงแล้วทั้งกระดาษประเภทเคลือบผิว และไม่เคลือบผิว ยังมีชนิดของกระดาษแต่ละประเภทยิบย่อยลงไปอีก เช่น พวกกระดาษผิวพิเศษต่างๆ ซึ่งเราไม่ได้นำมาพูดถึงในที่นี้
การเลือกประเภทของกระดาษให้เหมาะสมกับการใช้งาน มีความสำคัญไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งจะส่งผลโดยตรงกับคุณภาพงานพิมพ์ และต้นทุนที่เหมาะสมของการผลิตงานสิ่งพิมพ์นั่นเอง